โพสท์ล่าสุด

7 วิธีเลี้ยงลูกของ "สมเด็จย่า" ที่พสกนิกรไทยควรเรียนรู้ นำมาเป็นแบบอย่าง



1.ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น
สมเด็จย่าทรงเริ่มจากการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ทำเป็นต้นแบบในเรื่องของการมีวินัย การรักการค้นคว้าศึกษาหาความรู้ การประพฤติตัวที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ทั้งหมดนี้คือการตั้งตนเป็นแบบอย่างให้กับลูก เพราะเด็กเล็กจะมีพฤติกรรมเลียบแบบจากคนใกล้ชิด เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องลองตั้งคำถามกลับมาที่ตัวเองว่า ทุกวันนี้ที่เราอยากให้ลูกเป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วเราล่ะ เป็นแล้วหรือยัง .


 2.ตั้งเป้าหมายในการเลี้ยงลูก
สมเด็จย่าทรงเป็นพระมารดาที่มีเป้าหมายในการเลี้ยงลูกอย่างชัดเจน คือทรงตั้งใจพัฒนาอบรมลูกๆ ให้ดีในทุกๆ ด้าน เพื่อให้เป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมือง ทรงไม่คิดถึงประโยชน์ของพระองค์เอง ของพระโอรส หรือ พระธิดา แต่ทรงมองถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ในปัจจุบันหลายครั้งที่เราเห็นพ่อแม่ส่งลูกเรียนพิเศษในทุกวิชา โดยที่ไม่ได้ถามลูกว่าอยากเรียนอะไร หรือ พ่อแม่ที่คาดหวังเรื่องผลการเรียนสูงๆ เหล่านั้น คือ การตั้งเป้าหมายกับลูก โดยเอาความคาดหวังของตัวเองไปให้กับลูก เราจึงต้องมองย้อนกลับมาดูใหม่ว่า เป้าหมายที่เราตั้งไว้ หรือ ความคาดหวังนั้น เป็นไปเพื่อใคร เพื่อลูก เพื่อตนเอง หรือ เพื่อคนอื่นๆ ด้วย 



3.จัดแบบแผนและสร้างระเบียบวินัยตั้งแต่ลูกยังเล็ก
สมเด็จย่าทรงวางแผนการดำเนินชีวิตให้กับพระโอรส พระธิดา ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เนื่องจากต้องทรงเป็นทั้ง “พ่อ” และ “แม่” ในเวลาเดียวกัน ทรงจัดการทุกอย่างเป็นเวลา โดยมีผู้ช่วย คือพระพี่เลี้ยงเพียงหนึ่งคนเท่านั้น เนื่องจากในเวลาที่เด็กยังเล็ก เขาไม่มีความรู้เรื่องขอบเขตของเวลา พ่อแม่จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องจัดเวลาให้กับพวกเขา เช่น นอน รับประทานอาหาร เล่น ไปโรงเรียน อาบน้ำ ออกกำลังกาย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะสร้างวินัยให้กับลูก ซึ่งสมเด็จย่าทรงเน้นเรื่องวินัยในการดำเนินชีวิต พระองค์รับสั่งถึงคำว่า “ระเบียบวินัยอย่างมีหลักการ” คือ การกำหนดขอบเขตของเวลา ในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความสมดุลให้กับชีวิต ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเติบโตของเด็กๆ ต่อไป .


 4.เล่นอย่างถูกวิธี
เมื่อถึงเวลาเล่น จะปล่อยให้พระโอรสและพระธิดาเล่นอย่างอิสระ โดยจะทรงให้เล่นกับธรรมชาติ ต้นไม้ น้ำ ทรงเน้นให้เล่นกับสิ่งที่มีในธรรมชาติ มากกว่าของเล่น ทรงอนุญาตให้พระโอรสเล่นจุดไฟ แต่จะทรงบอกวิธีในการเล่นที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดอันตราย ผลจากการเล่นที่พระโอรส พระธิดา ได้ทรงเล่นคลุกดินคลุกทราย หรือ ได้ทำการทดลองกับธรรมชาติเหล่านี้ ส่งผลให้ทั้งสามพระองค์ ได้พัฒนาความคิดและความสามารถ โดยไม่ทรงรู้ตัว ตัวอย่างเช่น พระบาทสมเด็จพระเจาอยู่หัว ทรงสร้างหลุมที่เกิดจากการปลูกต้นไม้ ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทดลองขุดดิน ใส่น้ำ ปลูกต้นไม้ จนสามารถสร้างแอ่งน้ำ ได้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งนับเป็นรากฐานที่ดีงามที่ทรงนำมาใช้พัฒนาประเทศชาติ จนถึงทุกวันนี้ การเล่นอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะการเล่นกับธรรมชาติ จึงมีความสำคัญ ซึ่งเด็กๆ ชาวเมืองยุคใหม่อาจจะขาดไป


5.ประหยัดอดออมไม่ฟุ่มเฟือย
สมเด็จย่าทรงสอนพระโอรส พระธิดาให้รู้จักใช้เงินของขวัญ ที่ทั้งสามพระองค์จะได้มีวันเดียว คือ วันคล้ายวันประสูติ ถ้าพระองค์ใดอยากได้สิ่งใดนอกจากนั้น ต้องทรงเก็บเงินเพื่อซื้อ หรือ ทรงได้รับอนุญาตให้หุ้นกัน เพื่อซื้อมาได้ หรือ จะทรงซื้อให้ก็ต่อเมื่อ ต้องใช้ประโยชน์ เช่น แผ่นเสียง ถ้าเป็นเพลงโปรดของแต่ละพระองค์ จะทรงให้เก็บสตางค์ซื้อเอง แต่ถ้าเป็นเพื่อการศึกษา เช่น เพลงคลาสสิค จะทรงซื้อให้ 


6.เรียนไปพร้อมๆ กับลูก
สมเด็จย่าจะไม่เคยเน้นเรื่องคะแนนของพระโอรส และ พระธิดา แต่ทรงช่วยในทุกขั้นตอนของการเรียน ไม่ว่าจะช่วยทำการบ้าน ช่วยศึกษาค้นคว้า จะทรงใช้วิธีทำให้ลูกดู เพื่อให้ลูกได้ทำตาม เช่น ถ้าไม่ทรงทราบเรื่องไหน จะต้องไปค้นคว้าจาก Encyclopedia หรือ มีครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ต้องทรงท่องกลอนเป็นภาษาเยอรมัน แต่ไม่ทรงโปรดที่จะท่อง สมเด็จย่าทรงไม่เคยเรียนภาษาเยอรมันมาก่อน ได้เสด็จไปหาคุณครู เพื่อเรียนท่องคำกลอนนั้นจนคล่อง และนำมาท่องให้พระโอรสฟัง ทำให้พระโอรสรู้สึกประหลาดใจ และเป็นแรงบันดาลใจ ให้ทรงหันมาเริ่มท่องกลอนนั้น การสอนของสมเด็จย่า จึงเน้นที่กระบวนการ หรือ วิธีการมากกว่าคำตอบ ทำให้พระองค์ รวมถึงพระโอรส พระธิดาทั้งสาม เป็นผู้ที่ทรงรู้อะไร รู้ลึก และ รู้จริง ในทุกๆ เรื่องที่ทรงค้นคว้า 


7.เน้นการพัฒนา EQ มากกว่า IQ
ทรงสอนให้พระโอรสพระธิดารู้จักความรับผิดชอบ นั่นคือ มาตรฐานในการใช้ชีวิต ที่ทรงอบรม เวลาพระโอรส พระธิดา ทรงทำผิด จะทรงเรียกมาอธิบายเหตุผล ให้เข้าใจเสียก่อน ทรงเน้นในเรื่องการทำตัวเป็นคนดี ซื่อสัตย์ มีระเบียบวินัย และ แข็งแรง โดยทักษะเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานในการเผชิญกับโลกเมื่อลูกโตขึ้น ทรงมีหลักในการพัฒนาพระโอรส พระธิดา เช่นต้องมีจริยธรรม ซื่อตรง ที่สำคัญคือการเน้นเรื่องการพัฒนาจุดแข็ง โดยทรงตรัสไว้ว่าในโลกนี้ ไม่มีใครดี 100% ต้องหาจุดอ่อน และ จุดแข็งของลูกให้เจอ เพื่อพัฒนาในส่วนนั้นได้ตรงจุด 



 นอกจากนี้ ยังทรงเน้นในอีกหลายเรื่องเช่น ต้องเสวยให้หมดจาน ห้ามทิ้งอาหาร หรือ ช่วยให้ลูกได้ช่วยเหลือตัวเองได้ คำสอนของพระองค์ทรงเป็น Practical Wisdom คือทำตามได้อย่างง่ายดาย เหล่านี้ เป็นสิ่งเล็กๆ ที่อาจลืมไป เพราะมัวไปโฟกัสในสิ่งอื่นๆ ในชีวิต 

โรงเรียนทอสีได้จัดสัมมนาเรื่อง เลี้ยงลูกแบบสมเด็จย่า โดยคุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา อดีตข้าหลวงในพระองค์ มาร่วมเล่าประสบการณ์และแบ่งปันคำสอนของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่า ของปวงชนชาวไทย ถึงวิธีการเลี้ยงดูลูกของพระองค์ ที่มีทั้งความปราดเปรื่อง หลักแหลม และมีเป้าหมายที่ชัดเจน จนสมควรใช้เป็นแบบอย่างเป็นอย่างยิ่ง  

วิธีการเลี้ยงลูกของสมเด็จย่าเป็นวิธีที่พ่อแม่ทุกคน สามารถนำมาปรับใช้ได้อย่างง่ายดายและแน่นอนว่ามีประสิทธิภาพ โดยสามารถดูได้จากพระโอรส พระธิดาทั้งสามพระองค์ ที่เติบโตมาเป็นบุคคล ทรงคุณภาพที่สุดสามพระองค์ เท่าที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยเคยมีมา  


ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก นิตยสาร Custard Dec 2015 
เครดิต : ที่ตรงนี้ มีกำลังใจ FB ชมรมคนรักพระมหากษัตริย์ของชาติไทย

19 หลักการ ที่ "พุทธศาสนา แตกต่างจากศาสนาอื่นใด"


พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาอเทวนิยมซึ่งมีจุดเด่นต่างจากศาสนาเทวนิยมอื่นๆ ในโลกนี้ มีอย่างน้อย 19 ข้อ


๑.พระพุทธศาสนาปฏิเสธว่ามีผู้สร้างโลก ถือว่าความเชื่อนี้ไร้สาระ ตรงข้าม โลกนี้ประกอบขึ้นจากเหตุปัจจัยต่างๆ จึงมีขึ้นมา

๒.พระพุทธศาสนาไม่ใช่ระบบความเชื่อที่ควรใช้คำว่า Religion เพราะศัพท์นี้หมายถึงต้องมีความเชื่อในพระเจ้าผู้สร้างโลก

๓.จุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนาคือละกิเลสได้หมดแล้วหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดหรือวัฏฏสงสาร ไม่ใช่ไปเกิดบนสวรรค์

๔.พระพุทธเจ้าไม่ใช่ผู้ปลดปล่อยสรรพสัตว์ให้รอด สรรพสัตว์ต้องช่วยตนเองเพื่อหลุดพ้นจากกิเลสและวัฏฏสงสาร

๕.ความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธเจ้าและสาวกคือครูผู้สอนและลูกศิษย์ ไม่ใช่ตัวแทนพระเจ้าและทาสผู้รับใช้


๖.พระพุทธเจ้าไม่เคยให้สาวกใช้ความเชื่อโดยปราศจากปัญญามานับถือ ตรงข้ามทรงสอนให้ใช้ปัญญาพิจารณาคำสอนก่อนจะเชื่อ และผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าต้องปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นด้วยตนเอง ไม่มีใครช่วยทำให้หลุดพ้นได้นอกจากให้แค่แนะนำ

๗.คำสอนพระพุทธเจ้าเป็นสัจธรรมประจำโลก พระพุทธเจ้าทรงเป็นแต่เพียงผู้ค้นพบเท่านั้น พระองค์ไม่ใช่เป็นคนสร้างคำสอนขึ้นมา

๘.นรกในพระพุทธศาสนาไม่ใช่สถานที่กักขังสัตว์อย่างนิรันดร์ บุคคลทำบาปแล้วไปเกิดในนรกโลก เมื่อพ้นกรรมแล้ว ก็สามารถกลับไปเกิดในภพที่ดีกว่าได้

๙.พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนแนวคิดเรื่องบาปติดตัว เหมือนที่ศาสนาเทวนิยมสอน แต่สอนเรื่องกฎแห่งกรรม ซึ่งมีทั้งดีและชั่ว

๑๐.พระพุทธศาสนาสอนว่าสัตว์ทุกชีวิตมีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมได้ ข้อสำคัญก็คือต้องใช้ความพยายามในการปฏิบัติเพื่อชำระกิเลสให้พ้นไปจากจิตใจ พระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นมนุษยสามัญธรรมดาที่หลุดพ้นจากทุกข์ได้เพราะการปฏิบัติ


๑๑.กฎแห่งกรรมเป็นตัวอธิบายว่าเหตุใดคนถึงเกิดมาแตกต่างกัน กฎแห่งกรรมเป็นตัวอธิบายถึงภพภูมิที่สัตว์พากันไปเกิด

๑๒.พระพุทธศาสนาเน้นให้แผ่เมตตากรุณาไปยังสรรพสัตว์ ให้พ้นจากการฆ่าสัตว์ทุกชนิด ไม่มีสัตว์ใดเกิดมาเป็นอาหารให้คนอื่นฆ่าเพื่อกิน แม้ว่าชาวพุทธจำนวนมากจะกินอาหารมังสวิรัติ แต่ก็ไม่มีพุทธวจนะใดบังคับ

๑๓.ธรรมะของพระพุทธเจ้าเสมือนแพ หลังจากบำเพ็ญเพียรจนดับทุกข์ได้แล้ว จะอยู่เหนือบุญและบาป ธรรมะทั้งปวงจะต้องไม่เป็นอารมณ์ให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น

๑๔.ไม่มีสงครามศักดิ์สิทธิ์ในทรรศนะพระพุทธศาสนา การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไม่ว่าฆ่าด้วยเหตุใด ผู้ฆ่าจะต้องรับกรรมทั้งสิ้น การฆ่าในนามศาสนายิ่งกระทำมิได้ในพระพุทธศาสนา


๑๕.พระพุทธเจ้าตรัสว่า กำเนิดสังสารวัฏไม่มีเบื้องต้นและที่สุดถ้าหากสัตว์ยังดำเนินชีวิตไปตามอำนาจกิเลส

๑๖.พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระสัพพัญญู แต่พระพุทธเจ้ามิใช่เทพเจ้าผู้ทรงมีอำนาจล้นฟ้า ดลบันดาลสร้างธรรมชาติต่างๆ ขึ้นมา

๑๗.การฝึกสมาธิสำคัญมากในพระพุทธศาสนา แม้ว่าศาสนาอื่นๆ อาจจะมีสอนให้คนมีสมาธิ แต่มีพระพุทธศาสนาเท่านั้นที่สอนไปถึงระดับวิปัสสนา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รู้แจ้งได้

๑๘.หลักคำสอนเรื่องศุนยตา (สุญญตา) เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในพระพุทธศาสนา ถือเป็นคำสอนระดับสูงของพระพุทธศาสนาด้วย เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตนอยู่แท้จริง มีแต่ปัจจัยส่งเสริมกันและกันให้เกิด สรรพสิ่งในโลกจึงตกอยู่ในภาวะอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เหมือนกันหมด พระพุทธศาสนาจึงไม่สุดโต่งไปข้างสัสสตทิฏฐิ (Eternalism) ตามแนวศาสนาประเภทเทวนิยม หรืออุจเฉททิฏฐิ (Nihilism) ตามแนววัตถุนิยม

๑๙.วัฏจักรหรือสังสารวัฏเป็นศูนย์กลางคำสอนในพระพุทธศาสนา ตราบใดที่สรรพสัตว์ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลส ก็จะเวียนว่ายตายเกิดไปตามภพภูมิต่างๆ ตามแรงเหวี่ยงของกรรม ไม่มีวันสิ้นสุด ทุกคนจึงต้องช่วยตนเองเพื่อพัฒนาไตรสิกขาให้หลุดพ้นจากโลภะ โทสะและโมหะ หรืออวิชชา เพื่อทำลายระบบสังสารวัฏให้หมดสิ้นไป

Credit : blog.sivanaspirit.com/differences-buddhism-religions

เลี้ยงลูกแบบคนญี่ปุ่น! "8 วิธีเลี้ยงลูก" เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นเด็กเก่งและมีคุณภาพ


การเลี้ยงลูกแบบญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งแบบอย่างที่พ่อแม่ไทยให้ความสนใจ
เพราะเด็กญี่ปุ่นที่เราเห็นนั้น มักดูเก่งและมีความสามารถ ซึ่งการเลี้ยงดูหรือการใช้ชีวิตของเด็กญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย กว่าจะเก่งหรือโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่พัฒนาชาติให้เจริญได้ขนาดนี้
ญี่ปุ่น ประเทศเล็กๆ ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยไม่ได้อยู่เป็นรองของหลายๆ ประเทศใหญ่ๆ เลย แต่ก็มีหลายคนที่คิดว่าเด็กญี่ปุ่นต้องมีความสุขสบายเพราะอยู่ในประเทศที่มีสังคมและการจัดการสังคมที่ดีแน่นอน!!



แต่แท้จริงๆ แล้วคนญี่ปุ่นไม่นิยมฝึกให้เด็กญี่ปุ่นมีนิสัยที่สบายเกินไป เพราะเด็กที่สบายเกินไปอาจเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่รักสบายจนอาจมีผลเสียต่อการพัฒนาชาติ

ซึ่งเทคนิคการเลี้ยงลูกสไตล์ญี่ปุ่นที่ทางแอดจะนำมาเสนอนี้ คุณชินอิจิโร่ อิคาริ คุณพ่อชาวญี่ปุ่นที่ปัจจุบันเป็นผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและลิขสิทธิ์ สำนักพิมพ์อิจิมันเนนโด ประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตหนังสือชุด Happy Advice ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากพ่อแม่ชาวญี่ปุ่นจนทะลุยอดขาย 4 ล้านเล่ม ได้เผยถึงโจทย์การเลี้ยงลูกของพ่อแม่ชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันให้ฟังว่า…

ระยะหลังมานี้ ชาวญี่ปุ่นไม่ได้เน้นให้ลูกเรียนอย่างเดียว แต่จะสร้างเสริมคุณลักษณะหลายๆ ด้านเข้าไปด้วย ซึ่งจะเน้นความเป็นมนุษย์ทั้งในตนเองและในผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นการให้เกียรติ รู้จักคุณค่าของตัวเอง มีความเกรงอกเกรงใจ ซึ่งความมุ่งหวังนี้เพื่อสร้างลูกให้อยู่ในสังคมอย่างไม่สร้างปัญหาหรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน



“การทำให้คนอื่นเดือดร้อนเป็นเรื่องไม่ดี ถ้าลูกแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมในที่สาธารณะจะเตือนลูกให้รู้ทันที”

คุณอิคาริเผยถึงแนวการสอนที่สะท้อนให้เห็นว่าการสอนลูกให้คิดถึงส่วนรวมเป็นเรื่องที่พ่อแม่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญมาก ส่วนเรื่องระเบียบวินัยนั้น คุณพ่อชาวญี่ปุ่นท่านนี้บอกว่า จะไม่เข้มงวดมากเกินไป เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกอึดอัด แต่จะยึดหลักความสมดุลโดยเน้นที่ตัวลูกเป็นหลัก เช่น ให้ลูกช่วยกันตั้งกฎกติกาขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมว่าควรจะดู หรือเล่นกี่ชั่วโมงต่อวัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากเรื่องระเบียบวินัยที่พ่อแม่ชาวญี่ปุ่นจะเน้นสอนลูกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพแล้ว คุณอิคาริยังบอกต่อว่า การเลี้ยงลูกให้มีความสุขคือเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน


เลี้ยงลูกแบบ Happy สไตล์พ่อชาวญี่ปุ่น

สำหรับหัวใจสำคัญในการเลี้ยงลูกแบบ Happy สไตล์คุณอิคารินั้น มีหลักง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่คนไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับลูกได้ ซึ่งมีเทคนิคดังต่อไปนี้
1. การแสดงความรักของพ่อแม่ควรแสดงอย่างเปิดเผย เช่น การกอด หรือพยายามสื่อสารให้ลูกรู้ว่า พ่อกับแม่รักลูก ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้พ่อแม่ และลูกจะมีความสุขไปพร้อมๆ กัน

2. เวลาที่ลูกดื้อหรือไม่เชื่อฟัง ไม่ควรดุในทันที แต่ควรเปิดใจและรับฟังลูกก่อน นั่นจะทำให้ลูกเริ่มเข้าหาและใกล้ชิดกันมากขึ้น เกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวตามมา

3. รู้จักขอโทษเมื่อทำไม่ดีกับลูก เช่น โมโหเกินไป หรือโกรธที่ไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งจริงอยู่ที่บางครั้งมันห้ามไม่ได้ แต่ควรเรียกอารมณ์กลับมาให้เร็วที่สุด และพยายามขอโทษลูกกับอารมณ์ชั่ววูบที่พ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจทำ

4. ถ้าเห็นลูกพยายามมุ่งมั่นหรือทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง ควรชื่นชมในทันทีและควรชมบ่อยๆ อย่างสม่ำเสมอ เพราะกำลังใจจากคุณพ่อคุณแม่จะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่น มีความภูมิใจ และความมั่นใจที่จะทำสิ่งต่างๆ ต่อไป

5. ไม่ควรบังคับหรือคาดหวังว่าลูกจะต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ เพราะชีวิตเป็นของลูก และเป็นคนละส่วนของพ่อแม่ ดังนั้น ไม่ควรคิดว่าลูกเป็นเสมือนสิ่งของของตัวเอง



ทั้งนี้ในการเลี้ยงลูกให้มีความสุขนั้น คุณอิคาริฝากเพิ่มเติมว่า คุณพ่อควรสนับสนุนคุณแม่ในการเลี้ยงลูกด้วย เช่น แบ่งเบาภาระให้กับคุณแม่ในเรื่องต่าง ๆ อาทิ การอุ้มลูกไปเล่น รวมถึงช่วยงานบ้านเท่าที่จะทำได้ ที่สำคัญต้องไม่ทำตัวให้เป็นภาระของคุณแม่ แล้วการเลี้ยงลูกจะสนุกและมีความสุขมากขึ้น


แต่อย่างไรก็ดี เมื่อเลี้ยงลูกให้มีความสุขได้แล้ว ญี่ปุ่นก็ยังถือว่าอยู่บนท่ามกลางความโกลาหลหลังเกิดแผ่นดินไหวได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจร่วมไปจะเป็นเหตุการณ์สึนามิครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ก็ส่งผลให้คนจำนวนมากไร้ที่อยู่และขาดแคลนอาหาร แต่ก็มีภาพที่ออกมาแสดงให้เห็นถึงความมีวินัยทั้งการเข้าแถวรับความช่วยเหลือโดยไม่มีการแก่งแย่ง การอยู่อย่างเป็นระบบระเบียบ ไม่เกะกะขวางทางผู้อื่น ทำให้สถานการณ์ค่อย ๆ ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

จึงมีเรื่องที่น่าสงสัยอีกว่า แล้วพ่อแม่ชาวญี่ปุ่นมีวิธีฝึกลูกอย่างไรให้เป็นเด็กเก่ง จนเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพและสามารถสร้างชาติให้เจริญได้อย่างไร ท่ามกลางสถานการณ์ร้ายแบบนั้น เชื่อว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เด็กญี่ปุ่นจะเก่งได้ขนาดนี้ ดังนั้น ลองมาดูความลำบากของเด็กญี่ปุ่นที่ต้องเจอก่อนโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพกันค่ะ


1. การเดินเป็นหลัก

เด็กญี่ปุ่นทุกคนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาขึ้นไปต้องทางไปโรงเรียนเองไม่ว่าจะเป็นเด็กที่เรียนโรงเรียนรัฐบาลหรือเอกชน โดยเฉพาะเด็กส่วนใหญ่ของประเทศที่เรียนโรงเรียนรัฐบาลต้องเดินไปกลับโรงเรียนเองไม่ว่าจะเป็นวันฝนตกหนัก พายุเข้าหรือหิมะตก
ในเมืองใหญ่เช่นโตเกียวแม้ว่ามีรถยนต์แต่ผู้ปกครองไม่นำรถยนต์มาใช้หากไม่จำเป็น ดังนั้นครอบครัวยังคงใช้การเดินทางด้วยการขนส่งมวลชนซึ่งแน่นอนว่าใช้การเดินเป็นหลักเพื่อไปยังสถานีรถไฟหรือป้ายขึ้นรถบัสประจำทาง


6 เหตุผลที่เด็กญี่ปุ่น ต้องเดินทางไปโรงเรียนโดยไร้ผู้ปกครอง

  • แก้ปัญหาการจราจรยามเช้า บริเวณโรงเรียน ที่ผู้ปกครองจะมาส่งลูกๆ
  • ลดภาระของผู้ปกครอง ตอนเช้าไม่ต้องไปส่งลูกที่โรงเรียน
  • ส่งเสริมความสัมพันธ์ให้เด็กๆ ในละแวกบ้านเดียวกันได้รู้จักกัน ช่วยเหลือกัน ไม่ทิ้งกัน ด้วยการให้เด็กโตดูและเด็กเล็กเอง และไปโรงเรียนด้วยกัน
  • สอนความตรงต่อเวลา ถ้าเด็กคนไหนช้า เพื่อนๆก็จะต้องรอหน้าบ้านจนกว่าจะลงมาแล้วเดินไปพร้อมกัน เพราะใครก็คงไม่อยากให้เพื่อนรอ
  • เสริมสร้างความรับผิดชอบ ของเด็กโตกว่า ที่จะต้องดูและเด็กเล็กทั้งขาไปและขากลับ พวกเขาจะมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
  • สอนให้รู้จักการทำงานเป็นทีม ความสามัคคี ที่จะส่งผลถึงชีวิตการงานในอนาคต

2. การมีหน้าที่ต่างๆ ทั้งที่บ้านและโรงเรียน

ที่บ้านเด็กส่วนใหญ่จะได้รับมอบหมายจากพ่อแม่ให้ทำงานบ้านที่เหมาะสมกับวัย ส่วนที่โรงเรียนนอกจากหน้าที่ประจำที่ทุกคนต้องทำตลอดทั้งเทอมแล้ว ทุกอาทิตย์เด็กแต่ละห้องเรียนต้องมีหน้าที่ทำความสะอาดห้องเรียนและบริเวณอาคารเรียนเพื่อปลูกฝังความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

เริ่มที่ความสนใจ

การที่จะฝึกให้เด็กๆ คุ้นเคยกับงานบ้านนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มต้นจากงานที่เด็กสนใจก่อน เพราะความอยากรู้อยากเห็นจะเป็นแรงกระตุ้นให้แกเรียนรู้ และทำสิ่งนั้นได้ดี รวมทั้งรู้สึกสนุกสนานกว่าการที่จะไปบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่สนใจ ดังนั้นถ้าลูกอยากจะเข้ามาช่วยหรือขอเข้ามามีส่วนร่วมขณะที่คุณกำลังง่วนกับงานบ้านอยู่ล่ะก็ อย่าได้ปล่อยโอกาสดี ๆ อย่างนี้ให้ผ่านเลยไป ให้เจ้าตัวเล็กเข้ามาช่วยคุณทำงานดูซิคะ ถึงจะชักช้า วุ่นวาย หรือไม่ทันใจคุณไปบ้าง ก็ขอให้ใจเย็น ๆ กับผู้ช่วยมือใหม่กันหน่อยแล้วกันนะคะ

ทำทีละน้อยดีกว่า

เป็นธรรมดาของเด็กวัยนี้ที่คงยังทำงานยากๆ นักไม่ได้ ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกงานที่เหมาะกับลูก หรือไม่ยากเกินความสามารถที่ลูกวัยนี้จะทำได้ สอนลูกโดยทำตัวอย่างและอธิบายวิธีทำไปทีละขั้นให้ชัดเจน และถ้าจะให้ดีในช่วงที่เพิ่งเริ่มต้น คุณพ่อคุณแม่ควรอยู่ใกล้ๆ เพื่อจะได้ช่วยเหลือเมื่อเกิดติดขัด และควรแบ่งงานเป็นส่วนเล็กๆ แล้วให้ลูกทำทีละน้อย จัดให้ทำทีละส่วนที่สามารถทำให้เสร็จได้โดยใช้เวลาไม่นานมากนัก เพื่อให้ลูกทำงานได้ง่ายและสะดวกขึ้น ไม่รู้สึกเบื่อจนเลิกทำไปเสียก่อน
(อย่าลืมว่า ช่วงเวลาที่เด็กจะให้ความสนใจกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดยังไม่นานนัก) จะได้ช่วยสร้างกำลังใจและทำให้เจ้าตัวเล็กเกิดความมั่นใจไปพร้อมกันด้วย ที่สำคัญอย่าลืมใส่เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อช่วยให้การทำงานบ้านนั้นกลายเป็นเรื่องสนุกสนานสำหรับลูกด้วยค่ะ แทนการใช้คำสั่งให้เก็บของเล่นที่เกลื่อนกลาดบนพื้น



คุณพ่อคุณแม่อาจจะใช้วิธีชวนลูกเล่นแข่งเก็บของเล่นใส่กล่อง หรือเกมพาน้องตุ๊กตากลับบ้าน (เก็บตุ๊กตาเข้าที่) แล้วบอกลูกว่า น้องตุ๊กตาเขาก็อยากไปนอนที่บ้านของเขาแล้วเหมือนกัน หรือพออยู่ในกล่องของเล่นของหนูจะได้อยู่ด้วยกัน ไม่หายไปไหนไง วิธีนี้ก็จะช่วยให้ลูกยินดีที่จะทำงานนี้มากขึ้น

ย้ำเตือนหากหลงลืม

ถึงคุณพ่อคุณแม่จะตั้งใจ พยายามทำตามขั้นตอนทุกอย่างแล้วก็ตาม แต่ก็อย่าเพิ่งคาดหวังว่าลูกจะต้องทำหรือทำดีอย่างที่คุณสอนทุกครั้ง เด็ก ๆ อาจจะหลงลืมทำหน้าที่ของตัวเองหรือทำไม่เรียบร้อยอย่างที่เคยเป็นก็ได้ อธิบายขั้นตอนการทำงานนั้นอีกครั้ง และไม่ควรแก้ไขด้วยการบ่นว่าหรือตำหนิลูก เพราะนั่นจะทำลูกรู้สึกเบื่องานบ้านและคุณพ่อคุณแม่(ขี้บ่น)ได้ อีกหน่อยแกก็จะสนใจฟังคุณ ทางที่คุณพ่อคุณแม่ควรพูดจาดี ๆ กับลูก เพื่อชักชวนให้เจ้าตัวเล็กมาทำกิจกรรมนี้ด้วยกันกับคุณอย่างเต็มใจจะดีกว่า

เอ่ยชมฝีมือของลูก

คำชมและเสียงตบมือเป็นกำลังใจที่เด็ก ๆ ต้องการ เมื่อลูกทำงานได้สำเร็จหรือทำได้ดี คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมชมเชยและชื่นชมในความสามารถของลูกบ้าง รับรองผู้ช่วยตัวน้อยของคุณมีแต่จะดีใจอวดยิ้มหน้าบานไปทั้งวัน

เพิ่มพูนทักษะต่าง

งานบ้านที่คุณสอนลูกให้ทำนั้น จะทำให้ลูกสามารถทำสิ่งง่ายๆ ที่เป็นพื้นฐานที่จำเป็นของชีวิตได้ ซึ่งถ้าเด็กสามารถทำได้ แกก็จะดูแลและช่วยเหลือตัวเองได้ดีขึ้น

3. การไปพักแรมกับโรงเรียน

เด็กประถมศึกษาปีตั้งแต่ปีที่ 4 ขึ้นไปต้องไปพักแรมนอกสถานที่กับโรงเรียนอย่างน้อย 2 คืนซึ่งมีกิจกรรมเดินทางไกลและปรุงอาหารกินเอง (การให้เด็กเข้าค่ายพักแรมนี้น่าจะเหมือนกับระบบโรงเรียนของเมืองไทยอย่างการเข้าค่ายลูกเสือ เนตรนารี)


4. การซ้อมค้างคืนจำลองสถานการณ์แผ่นดินไหวกลับบ้านไม่ได้

เด็กญี่ปุ่นในชั้นประถมปีที่ 5 ต้องค้างคืนที่โรงเรียนเป็นเวลาหนึ่งคืนด้วยชุดที่ใส่มาจากบ้านโดยไม่มีการอาบน้ำ และต้องกินอาหารสำเร็จรูปหรือขนมปังกระป๋องเพื่อฝึกซ้อมค้างคืนที่โรงเรียนหากมีภัยแผ่นดินไหวจนเป็นเหตุให้เด็กกลับบ้านไม่ได้

5. การเข้าค่ายว่ายน้ำทะเล

ทุกปิดภาคฤดูร้อนโรงเรียนจะจัดให้เด็กประถมศึกษาปีที่ 6 ไปพักแรมริมทะเล และร่วมกิจกรรมการว่ายน้ำอย่างน้อย 500 เมตร เพื่อฝึกทักษะการรู้จักระมัดระวังตัวเองและเอาตัวรอดจากภัยการจมน้ำ

6. การเข้าค่ายต่างๆ อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ตัวเล็กๆ

ทุกปิดเทอมผู้ปกครองส่วนใหญ่มักให้เด็กๆ ไปเข้าค่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่ายการกีฬา ค่ายโรงเรียนสอนพิเศษและค่ายที่จัดโดยสถาบันที่มีความชำนาญต่างๆ เพื่อให้เด็กตั้งแต่ชั้นอนุบาล 3 เป็นต้นไป ทำให้ได้รู้จักการช่วยเหลือตนเองและรู้จักการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม


7. การมีความสามารถพิเศษที่เป็นผลมาจากความพยายาม

เด็กญี่ปุ่นส่วนใหญ่เรียนพิเศษเพื่อให้มีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวไม่ว่าจะเป็นด้านดนตรี ศิลปะหรือกีฬา ซึ่งหากเป็นด้านดนตรีเด็กๆ จะต้องมีการแสดงใหญ่ให้ผู้ปกครองได้ชมทุกปีดังนั้น ทุกคนต้องฝึกซ้อมดนตรีอย่างสม่ำเสมอและจริงจัง เช่นเดียวกับการเล่นกีฬาโดยส่วนใหญ่จะมีการจัดแข่งขันตามที่ต่างๆซึ่งใกล้หรือไกลบ้านอยู่อย่างสม่ำเสมอเพื่อพัฒนาทักษะการกีฬาให้แก่เด็กๆ

8. การเรียนพิเศษที่หนัก

ในปัจจุบันเด็กญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่สี่เป็นต้นไป มักเรียนพิเศษอย่างหนักเพื่อสอบเข้าโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียงทั้งที่เป็นของเอกชนและรัฐบาล การได้เข้าเรียนในโรงเรียนดีๆและมีชื่อเสียงจะเป็นหลักประกันว่าเด็กๆสามารถสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่ดีๆ ได้

จากความลำบากดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างความลำบากที่ผู้ใหญ่จัดให้เด็กญี่ปุ่น แม้ว่ามีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายแต่คนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าการให้ลูกได้รู้จักความลำบากบ้างจะช่วยสร้างความอดทน ความเพียรพยายามและการเรียนรู้เพื่อปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสังคม เพื่อเด็กจะได้โตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต

แหล่งที่มา : ซากุระเมืองร้อน, teen.mthai.com

ริชชี่ อรเณศ ดี คาบาเลส นางเอกสาวชาวลาหู่ "เผยที่มาของภาพครอบครัวที่ไปอยู่ในธนบัตรที่ระลึก"




ริชชี่ อรเณศ ดี คาบาเลส ดาราสาวชาวลาหู่ ได้เผยที่มาภาพครอบครัวที่อยู่บนธนบัตรว่า เธอเป็นทายาทของชาวลาหู่ หรือที่คุ้นหูกันว่า ชาวมูเซอ อาศัยอยู่บนเทือกเขาผ้าห่มปก อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ คุณยายเป็นชาวลาหู่ เป็นลูกสาวคนโตของปู่หมื่น ส่วนคุณตาเป็นคนจีน คุณแม่เลยได้เชื้อมาทั้งไทย จีน และลาหู่





อาชีพหลักของชาวบ้านชาวลาหู่ในสมัยนั้น คือการปลูก ฝิ่ น จนกระทั้ง ปี ๒๕๑๓ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวง รัชกาลที่ ๙ เสด็จ มาที่ดอย ให้ความเป็นไทยแก่ชาวบ้านทั้งหมด

พระราชทานทานแพะ แกะ ไก่และผลไม้ และผลไม้เมืองหนาวให้ชาวบ้านลองปลูก ต่อมาปี ๒๕๐๕ พระองค์เสด็จ อีกครั้ง พระราชทานต้นชาอัสสัมต้นแรก ให้กับคุณตาและชาวบ้าน พระองค์ตรัสว่า ฝิ่น เป็นพืชผิด กฎหมาย แล้ว ให้เปลี่ยนจากการปลูก ฝิ่น มาปลูกชาแทน



ซึ่งในตอนนั้น คุณตาไม่รู้จักชา เลยต้องศึกษาทั้งหมด โดยการเดินทางไปศึกษาเรื่องชาที่ศรีลังกาบ้าง ไต้หวันบ้าง กรรมวิธีทำอย่างไรบ้าง และมาแจกจ่ายชาวบ้านให้เปลี่ยนมาปลูกชาแทน

เลยต้องใช้ระยะเวลาเกือบ ๒๐ ปี เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเปลี่ยนความคิดชาวบ้านในฉับพลัน แต่ทุกวันนี้อาชีพปลูกชาถือเป็นอาชีพหลักที่เลี้ยงชีพทุกคนให้กับชาวบ้าน
แต่อุปสรรคก็ยังเกิดขึ้น เมื่อการปลูกชาไปขัดผลประโยชน์ของพ่อค้ารายใหญ่ที่เคยซื้อฝิ่น จึงส่งคนมาลอบ ยิ ง คุณตา เสียชีวิต และจุดเริ่มต้นของภาพบนธนบัตรก็เกิดขึ้น เมื่อคุณแม่และครอบครัวได้มีโอกาสรับเสด็จ พระองค์อีกครั้ง

จึงได้ทูลพระองค์ว่า คุณตาจาฟะเสียแล้ว พระองค์ตรัสว่า ขอแสดงความเสียใจด้วยนะ จาฟะเป็นคนดี เราอยากให้ลูกหลานทุกคนของจาฟะ เป็นคนดีเหมือนจาฟะ อย่าทอดทิ้งชาวบ้านนะ ให้ดูแลชาวบ้านต่อไป



ภาพ
ธนบัตรที่ระลึก




ขอขอบคุณข้อมูลจาก รายการตีสิบ

เรื่องเล่า.. ครั้งหลวงตามหาบัวทราบล่วงหน้า ในหลวง ร.๙ จะเสด็จพระราชดำเนินไปหาถึงวัด


หากพูดถึง หลวงตาบัว แทบจะไม่มีใครในประเทศที่จะไม่รู้จักท่าน เพราะ หลวงตาบัว ท่านเป็นพระนักปฎิบัติที่ทุกคนนับหน้าถือตาทั่วไปในชาติ แถมท่านยังช่วยประเทศชาติในหลายอย่าง ไม่ว่าทางธรรมหรือทางโลก อย่าเช่นการรวบรวมเงินทำบุญมาช่วยชาติ ให้พ้นวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังจะพัง ในปี ๒๕๔๐ แต่ใครจะรู้ว่า หลวงตาบัว ถือว่ามีความผูกพันแน่นแฟ้นกับ ในหลวง ร.๙ เป็นอย่างมาก โดยมีครั้งหนึ่งที่ หลวงตาบัว ได้บันทึกไว้เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยมีใจความว่า



หลวงตาบัว ท่านได้กำชับพระลูกวัดว่า "วันนี้จะมีบุคคลที่สำคัญมากเข้ามา พวกท่านทั้งหลายจงพากันทำความสะอาดวัดวาอาวาสให้เรียบร้อย อย่าบกพร่องโดยเด็ดขาด"

เหล่าพระลูกวัดที่ได้ฟังดังนั้น ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย เพราะ เนื่องจากมีนักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาหาหลวงตาบ่อยครั้ง

 

แต่พอตกตอนบ่ายแก่ๆ มีชาวนาที่กำลังหาปลาอยู่ในแม่น้ำที่ห่างออกไปจากวัดพอสมควร จู่ๆก็มีรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาจอดเทียบ แล้วถามชาวนาด้วยความสุภาพว่า 

"ลุงๆ ทางที่จะไปวัดหลวงตาบัวไปทางไหน"
ลุงก็ตอบด้วยภาษาชาวบ้านว่า "ไปทางนี้เด้อ" พร้อมกับชี้นิ้วไปทางวัดก่อนที่จะแหงนหน้าดูหน้าของคนที่ถามทาง ลุงชาวนานิ่งเงียบเพราะใบหน้าของคนที่ถามทางนั้น คือ ในหลวง ร.๙ พระมหากษัตริย์ผู้เปี่ยมด้วยบารมีนั่นเอง ลุงถึงกับทรุดลงยกมือไหว้ด้วยความปลื้มปิติในรอยยิ้มพร้อมกับพูดว่า "โอออ ในหลวง สาธุเด้อ สาธุ สาธุ" หลังจากนั้นพระองค์ท่านก็เสด็จไปที่วัดป่าบ้านตาดเพื่อกราบนมัสการหลวงตาบัว

 
การเสด็จ ไปวัดป่าบ้านตาดในครั้งนี้ ในหลวง พร้อมด้วย พระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จเป็นการส่วนตัวขนาดที่ทหารองค์รักษ์คนสนิทยังไม่มีใครทราบว่า พระองค์ท่านไปไหน รู้เพียงแค่ ในหลวง ทรงรถส่วนพระองค์ออกไปเมื่อช่วงบ่าย ทำให้ทหารชั้นผู้น้อยผู้ใหญ่ ชุลมุนเพราะไม่มีใครให้คำตอบได้ซักคนเดียวว่าพระองค์ท่านเสด็จไปไหน เพราะ เนื่องจาก ในหลวง ท่านไม่อยากให้เป็นการเอิกเกริก เกรงจะเป็นการรบกวนพระในวัด และที่สำคัญไม่อยากรบกวนหลวงตาบัว

เมื่อหลวงตาบัวทราบท่านจึงให้โอวาทว่า
"มหาบพิตร พระองค์เป็นถึงพระเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้าชีวิตของชนทั้งชาติ หากพระองค์จะเสด็จมาโดยลำพัง มีอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น จะเป็นความเสียหายแก่ชาติบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง ถ้าพระองค์ทรงเป็นอะไรขึ้นมา คนทั้งชาติจะไม่มาเหยียบหลวงตาจนมิดแผ่นดินหรือ ?"

ในหลวงทรงตรัสพร้อมพนมพระหัตถ์ด้วยความศรัทธาเลื่อมใสว่า
"กลัวจะเป็นการรบกวนองค์หลวงตาเสียเปล่าๆ"

 
หลวงตาบัวจึงตอบพระเจ้าแผ่นดินต่อว่า
"รบกวน ไม่รบกวนจะเป็นอะไร แผ่นดินนี้เป็นของพระองค์ พระองค์พึงมาได้ทุกเมื่อ"

ที่หลวงตาบัว เป็นห่วงพระเจ้าอยู่หัวมากเช่นนี้เพราะช่วงเวลานั้น คอมมิวนิสต์มีอยู่ทั่วไปหมด อันตรายจึงเกิดขึ้นได้เสมอ หลังจากสนทนากันซักพักรถตำรวจ รถทหาร ก็มากันเต็มวัดป่าบ้านตาด
และตั้งขบวนติดตามอารักขา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กันเป็นทิวแถม ทำเอาชาวบ้านบางคนที่ไม่



ทราบว่าในหลวงเสด็จถึงกับรีบวิ่งออกมาดูเพราะนึกว่าเกิดสงคราม

ในบันทึกเหตุการณ์ได้เล่าต่อว่า พระเจ้าอยู่หัว พระราชินี พร้อมเจ้าฟ้าหญิงทั้งสองพระองค์เสด็จมาเยี่ยม หลวงตามหาบัว และทรงประทับอยู่เป็นเวลา ๒ ชั่วโมง ๒ นาที จึงจะเสด็จกลับสกลนคร



อ้างอิงข้อมูลจาก tnews.co.th - topicstock.pantip.com


บ้านพักที่พ่อไม่อยู่แล้ว.. "บ้านพักส่วนพระองค์.. โครงการชั่งหัวมัน"

                                                   

บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 5 บ้านหนองคอกไก่ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี  บ้านพ่อเราวังของพระราชาที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก เจ้าของบ้านถือโฉนดและมีชื่อในทะเบียนบ้าน  ขึ้นทะเบียนเป็นเพียงเกษตรกรทำไร่ นี่คือภาพแห่งความทรงจำที่จะตราตึงใจปวงชนชาวไทยทั้งหลาย ที่เราจะได้สำผัสถึงความเรียบง่าย และ ความสมถะของพ่อหลวงของเรา 



ชื่อ “ชั่งหัวมัน” โดยความหมายนั้น คือ “การชั่งน้ำหนักมันเทศ” ตามปฐมเหตุที่รองเลขาธิการพระราชวัง “ดิสธร วัชโรทัย” เล่าไว้ในข้างต้น ก่อนจะสาธยายต่อไปถึงแก่นแท้หัวใจอันเป็นที่มาแห่งโครงการพระราชดำริอีกหนึ่งโครงการนี้ที่คนไทยทุกคนต่างทราบกันเป็นอย่างดี


โครงการดังกล่าวนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนให้เข้ามาช่วยกันปรับปรุงพัฒนา เช่น การทำถนนทางเข้าโครงการ ขุดสระเก็บน้ำ ทำถนนล้อมรอบโครงการ ก่อสร้างอาคารที่ทำการเรือนรับรอง ติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ขุดเจาะบ่อบาดาล ทำให้พื้นที่โครงการและหมู่บ้านใกล้เคียงเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว



เป้าหมายหลักของโครงการชั่งหัวมัน คือต้องการให้เป็นศูนย์รวมพืชเศรษฐกิจของ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี โดยเลือกพันธุ์พืชท้องถิ่นที่ดีที่สุดเข้ามาปลูก แล้วให้ภาครัฐและชาวบ้านร่วมดูแลด้วยกัน พร้อมกับแลกเปลี่ยนแนวคิด ในส่วนของชาวบ้านนั้นเป็นกลุ่มเกษตรกรที่มาทำไร่ให้พ่อด้วยใจ ไม่ได้ค่าจ้าง อย่างเช่น กลุ่มปลูกหน่อไม้ฝรั่งก็มาทำไร่หน่อไม้ฝรั่ง กลุ่มผู้ปลูกมะนาวก็ช่วยกันดูแลสวนมะนาว และมะนาวก็ถือว่าเป็นพืชซึ่งทำรายได้เป็นที่หนึ่งในบรรดาพืชผักผลไม้ทุกชนิด


ในระยะเวลาไม่กี่เดือนหลังจากเริ่มโครงการ ผืนแผ่นดินที่เคยแห้งแล้งกรอบเกรียม ก็เขียวขจีไปทั้งผืน และอีกไม่กี่ปีต่อมา ผืนดินดังกล่าวก็กลายเป็นแหล่งเพาะปลูกชั้นยอดขึ้นชื่ออันดับหนึ่ง อีกทั้งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเกษตรกรรม ทั้งชาวบ้านบริเวณนี้และเกษตรกรชาวไทยจากทั่วทุกภูมิภาคที่เดินทางมาศึกษา เพื่อนำไปดัดแปลงใช้ให้เหมาะสมและเป็นประโยชน์ในผืนดินของตนเอง


     ที่ผ่านมา สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่เมื่อมีประชาชนเข้ามาเยี่ยมชมอยู่ตลอด ก็จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งประจำจังหวัดเพชรบุรีไปโดยปริยาย และนั่นก็นับเป็นเรื่องดี ในแง่ของการส่งเสริมชาวบ้านซึ่งมาทำงานที่นี่ ได้มีรายได้ที่คงที่ อีกทั้งไม่ต้องจากบ้านไปทำงานที่ไหนไกล



นอกจากจะเป็นแม่แบบทางด้านการเกษตรแล้ว บนพื้นที่โครงการ “ชั่งหัวมัน”ยังมีการสร้าง “กังหันลมผลิตไฟฟ้า” เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งมีกำลังการผลิตขนาด 50 กิโลวัตต์ ปัจจุบันมีกังหันทั้งหมด 20 ต้น ปั่นไฟได้ต้นละ 5 กิโลวัตต์ ปั่นไฟเข้าระบบแล้วไปเก็บไว้ในหม้อแปลงไฟฟ้า ก่อนจะขายให้การไฟฟ้า



พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2552 ความว่า
       
 “คนที่ไปดูก็เห็นได้ว่า เริ่มต้นด้วยไม่มีอะไรเลย แต่ว่าต่อมาภายในวันเดียว ทุกคนที่อยู่ในท้องที่นั้นก็เข้าใจว่าต้องช่วยเหลือกัน และยิ่งในสมัยนี้ ในระยะนี้ เราต้องร่วมมือกันทำ เพราะถ้าไม่มีการร่วมมือกัน ก็ไม่ก้าวหน้า ไม่มีความก้าวหน้า ฉะนั้นการที่ท่านได้ทำแล้วมีความก้าวหน้านี้เป็นสิ่งที่ดีมาก หลักการก็อยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันเสียสละ เพื่อให้กิจการในท้องที่ก้าวหน้าไปด้วยดี"
     
“ก้าวหน้าได้อย่างไร ก็ด้วยการช่วยเหลือกัน แต่ก่อนนั้นเคยเห็นว่ากิจการที่ทำมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งทำ แล้วก็ทำให้ก้าวหน้า แต่อันนั้นมันไม่ใช่กลุ่มหนึ่ง ทั้งหมดทำร่วมกัน และก็มีความก้าวหน้าแน่นอน อันนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ และเป็นสิ่งที่ทำให้มีความหวัง มีความหวังว่าประเทศชาติจะก้าวหน้า ประเทศชาติจะมีความสำเร็จ…”



มาชมภาพความสดใสงดงามตลอดโครงการชั่งหัวมันกัน

ภาพตราชั่งประจำโครงการ


สวนกล้วยเขียวขจีภายในโครงการ


พวกเรา Hot  News TV  ขอน้อมเกล้า ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก manager.co.th, สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรีโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยvimannamjuth และ คุณ พิมปะการัง สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม

จากทหารเสือราชินี สู่นายกรัฐมนตรี คนที่ 29 ของประเทศไทย


จากทหารเสือราชินีสู่นายกรัฐมนตรี คนที่ 29
ย้อนวันวานวัยหนุ่ม “ลุงตู่” เล่าความประทับใจในหน้าที่ “ทหารเสือราชินี” อันทรงเกียรติ 
ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทย “พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา” หรือ นายกฯลุงตู่ นับเป็นชายชาติทหาร ผู้มีหัวใจเต็มเปี่ยมด้วยความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งนี้เพราะได้เริ่มต้นรับราชการทหารและหล่อหลอมเติบโตขึ้นในกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ฯ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ทหารเสือราชินี ซึ่งภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่ได้ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ได้สร้างความภาคภูมิใจในชีวิตอย่างหาที่สุดไม่ได้ ในโอกาสนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปย้อนวันวานสมัยหนุ่มๆ ของนายกฯลุงตู่ ที่ได้เล่าถึงหลากหลายความประทับใจในหน้าที่อันทรงเกียรตินี้ให้ฟังกัน

 

ลุงตู่ สมัยหนุ่มๆ หน้าไม่เปลี่ยนเลย
“สำหรับหน่วยทหารหน่วยหนึ่งในกองทัพบก ขึ้นตรงกับกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ฯ และกองทัพภาคที่ 1 นั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์ผู้บังคับการพิเศษ และดำรงพระอิสริยยศทางทหารเป็นจอมพลหญิง มีนามหน่วยว่ากรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯ มีที่ตั้งหน่วย ณ ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี พระราชทานนามค่ายว่า “ค่ายนวมินทราชินี” และจากเกียรติประวัติการรบตั้งแต่อดีตในสงครามเกาหลี เวียดนาม และในประเทศที่ผ่านมา ได้พระราชทานสมญานามว่า “กรมทหารเสือนวมินทราชินี” อีกนามหนึ่งด้วย


“ภารกิจของหน่วยนี้กองทัพบกได้มอบหมายไว้หลายประการ เช่น งานป้องกันชายแดน งานรักษาความสงบเรียบร้อยมั่นคงภายใน งานโครงการพัฒนาตามพระราชดำริในพื้นที่ทุรกันดาร งานรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานถวายอารักขาองค์พระประมุขและพระราชวงศ์"

“ซึ่งจากภารกิจดังกล่าวองค์ผู้บังคับการพิเศษได้มีพระราชเสาวนีย์ให้มีการฝึกหลักสูตรพิเศษทหารเสือขึ้นเพื่อให้กำลังพลสามารถปฏิบัติภารกิจได้ทุกรูปแบบ ทั้งภาคพื้นดิน ภาคทะเล การรบในป่า-ภูเขา การปฏิบัติการในเมือง การกระโดดร่ม การขี่บังคับม้า การใช้รถจักรยานยนต์ทางยุทธวิธี ฯลฯ ซึ่งได้ดำเนินการฝึกมาตั้งแต่ปี 2524 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน"


นอกจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯแล้ว ล้นเกล้าฯทั้งสองพระองค์มีพระราชประสงค์ให้นายทหารจากทุกหน่วยได้มีโอกาสเห็นงานพัฒนาของพระองค์ท่านในหลายๆ พื้นที่ เพื่อจะได้กลับไปพัฒนาในพื้นที่ของตนเอง ได้ทรงจัดตั้งหน่วยทหารหน่วยหนึ่งขึ้นมาเป็นการส่วนพระองค์มีภารกิจคือถวายอารักขาในขณะเสด็จแปรพระราชฐานมีนามหน่วยที่เรียกกันว่าหน่วยทหารเสริมกำลังพิเศษ หรืออีกนามคือ “ทหารเสือ” ซึ่งได้ทรงรวบรวมนายทหารที่มีประสบการณ์จากการรบ การพัฒนามาเป็นพี่เลี้ยง ในอันที่จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในทุกๆ ด้านให้กับนายทหารในรุ่นต่อๆ ไป

 

“หน้าที่อื่นๆ ของหน่วยทหารเสริมกำลังพิเศษ นอกจากถวายอารักขาแล้ว ยังมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือหน่วยงานของพระองค์ในกรณีที่เวลาน้อย มีราษฎรเข้าเฝ้าฯมากๆ ก็จะช่วยในการซักประวัติ จัดระเบียบ เพื่อให้มีความคุ้นเคยกับราษฎร และทราบปัญหาอย่างแท้จริง หรืองานใดๆ ก็ตามที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็จะจัดส่วนหนึ่งไปปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชประสงค์"

“ทั้งนี้เนื่องจากทรงเห็นว่านายทหารเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันประเทศและพัฒนาบ้านเมืองในอนาคตได้ ทรงมีรับสั่งว่างานพัฒนานั้นจะประสบผลสำเร็จต้องเริ่มจากภายในก่อนคือให้ราษฎรมีความคิดร่วมกันที่อยากจะทำ และเริ่มจากการพัฒนาตนเองให้ค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นด้วยความยั่งยืนแข็งแรงตามลำดับ ไม่ใช่เรานำความเจริญจากภายนอกเข้าไป จนพวกเขารับไม่ไหว และการพัฒนานั้นก็จะล้มเหลว ไม่ยั่งยืน"

สิ่งที่สำคัญคือ พระองค์มีพระเมตตากับทุกคนเท่ากัน ทุกครั้งก่อนเสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎรจะมีรับสั่งว่า ลำบากแค่ไหนก็ต้องไป เพราะราษฎรรอความช่วยเหลือจากพวกเราอยู่ เมื่อเสด็จฯไปในทุกพื้นที่ก็พระราชทานกำลังใจและทุนทรัพย์เพื่อให้ราษฎรเลี้ยงตัวเองได้ อย่างเช่นงานศิลปาชีพที่ทรงริเริ่มเพื่อที่จะให้ราษฎรมีรายได้ไปต่อเติมที่อยู่อาศัย ส่งบุตรเรียนหนังสือ ฯลฯ และทรงดูแลในด้านการรักษาพยาบาล ให้กับราษฎรที่ยากจนซึ่งพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อทุกคนนั้นมากมายจริงๆ

“ความประทับใจในฐานะที่ผมเป็นนายทหารเสริมกำลังพิเศษคนหนึ่ง คือครั้งเป็นนายทหารใหม่ๆ ได้มีโอกาสตามเสด็จไปในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลความเจริญโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคใต้มีป่าพรุที่เต็มไปด้วยน้ำซึ่งไม่สะอาด ทุกพระองค์ก็ไม่ทรงย่อท้อ เสด็จฯผ่านไปจนได้ทั้งๆ ที่น้ำลึกเป็นเมตรมีกลิ่น และทรงเปียกพระวรกาย พระองค์ทรงเป็นแบบอย่าง ให้กับผู้ตามเสด็จตลอดเวลา"

“สำหรับความประทับใจที่พระองค์ทรงมีต่อกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯ ก็คือมีพระเมตตากับกำลังพลและครอบครัว โดยรับสั่งให้ทำการเกษตร เลี้ยงสัตว์ พระราชทานงานศิลปาชีพและความช่วยเหลือให้กับทุกคนในค่ายนวมินทราชินีมาโดยต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเลี้ยงตนเองได้ ในลักษณะช่วยตัวเอง ไม่ฟุ้งเฟ้อ และมีศักดิ์ศรี"

“ในสมัยที่มีการสู้รบกันตามแนวชายแดนจังหวัดสระแก้ว ได้เสด็จฯเยี่ยมกำลังพลของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯ ในระหว่างการสู้รบที่เขาพนมประ เมื่อปี 2526 ในขณะนั้นยังคงมีการสู้รบโดยต่อเนื่อง ยังมีการยิงกันด้วยปืนใหญ่ แต่ในฐานะองค์ผู้บังคับการพิเศษ พระองค์ท่านเสด็จฯเยี่ยมโดยรถยนต์พระที่นั่งถึงสมรภูมิที่มีการสู้รบ รับสั่งว่าจะต้องไปให้กำลังใจกับพวกเขา โดยไม่ทรงห่วงพระองค์เองเลย ซึ่งนับเป็นความประทับใจสูงสุดของกำลังพลทุกคน"

“ตลอดระยะเวลาที่เสด็จแปรพระราชฐานจะเสด็จฯเยี่ยมราษฎรเกือบทุกวัน นายทหารเสริมกำลังพิเศษก็จะไปร่วมปฏิบัติงานกับหน่วยถวายอารักขาต่างๆ"

“หน้าที่อีกประการหนึ่งคือ ในระหว่างเวลากลางคืน เสวยพระกระยาหารค่ำ ก็อาจจะทรงรับสั่งให้ขึ้นไปร้องเพลงหมู่หรือไม่ก็ร้องเดี่ยว หรือไม่ก็เล่นละครสั้นๆ เต้นซำเปง รองเง็ง ฯลฯ ตามพระราชอัธยาศัย เพื่อให้ผ่อนคลายความเครียด และฝึกให้มีความกล้าในการแสดงออก บางคนไม่เคยร้องมาก่อนก็กลัว แต่พระองค์ก็โปรดเกล้าฯพระราชทานกำลังใจ รับสั่งชมว่าเพราะขึ้น ดีขึ้นตลอดเวลา ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานต่อหน้าสาธารณชนหรือผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเอง ซึ่งก็นับว่าเป็นการฝึกอย่างหนึ่ง"

“ตัวผมเองนั้น ในฐานะผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ฯ และนายทหารเสริมกำลังพิเศษคนหนึ่ง ขอกล่าวความรู้สึกซึ่งเป็นความรู้สึกเดียวกับกำลังพลและนายทหารทุกคนว่า การที่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจอันสูงสุดที่ได้มีโอกาสมาถวายงานใกล้ชิด ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย โดยจะต้องทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน คือถวายอารักขาและถวายพระเกียรติ ตลอดจนนำพระมหากรุณาธิคุณไปถึงบุคคลอื่นๆ ที่ไม่มีโอกาสเข้ามารวมทั้งนำความจงรักภักดีของทหารทุกคนมาถึงพระองค์ท่านให้ได้ เพราะทุกคนก็อยากจะทำถวาย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการคัดเลือกโดยผู้บังคับบัญชาและหมุนเวียนให้มีโอกาสมาศึกษางานในด้านต่างๆ เช่นเดียวกัน"


“สิ่งที่ประทับใจที่สุดก็คือทรงเป็นห่วงข้าราชบริพารของพระองค์ทุกคนทุกหน่วย เช่น จะทรงมีรับสั่งถาม ว่าได้รับประทานหรือยัง อิ่มหรือเปล่า ถ้ารับสั่งกับผู้ใดก็ถือว่าพระราชทานเป็นส่วนรวม ซึ่งยังความปลื้มปีติกับนายทหารและข้าราชบริพารทุกคน เมื่อกลับถึงหน่วยก็มีความภาคภูมิใจที่ได้มาปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญที่สุดในชีวิต"


“ทรงเป็นพระแม่เจ้าของคนทั้งแผ่นดิน ทรงห่วงใยราษฎร ไม่เคยรู้สึกถึงอันตรายของพระองค์เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อกำลังทหารทุกหมู่เหล่า คือโปรดเกล้าฯพระราชทานกำลังใจตลอดเวลา"

“เพราะทรงรู้สึกว่าจะต้องเข้าทำการรบเพื่อรักษาผืนแผ่นดินไทยไว้ให้คนรุ่นหลัง เช่นเดียวกับบรรพบุรุษไทยที่ผ่านมาในอดีต”


ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 503 หน้า 131-133
เครดิต  Army times Thailand